จู่ๆก็นึกอยากทำแท็คคนดัง10อันดับขึ้นมา เลยขอซักนิด อาจจะโหลดช้านี้ดนึง
และอยากบอกทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อคนี่ด้วยว่า "ผู้ใดหลายๆท่านที่รู้ประวัติและข้อมูลส่วนตัวของข้าพเจ้า ช่วยเก็บไว้เป็นความลับ เพราะเนื่องจากมีบุคคลไม่ประสงค์ดี เอารูปข้าพเจ้าไปโพสแล้วแอบอ้างตัวว่าเป็นข้าพเจ้า"
อันดับ 10
Celine Dion

สำหรับเจ๊ซีลิน ดิออน หลายๆคนอาจรู้จักดี เธอคือหนึ่งในดิว่าชื่อก้องโลกซึ่งเป็นผู้ร้องเพลง My Heart Will Go On ที่ประกอบภาพยนต์ไททานิค ซีลินออกอัลบั้มมาแล้วเกินกว่า 10 ชุด ทั้งอัลบั้มภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส 1ในอัลบั้มของเธอที่ข้าพเจ้าโปรดปรานที่สุดคืออัลบั้ม A New Day Has Come(ปี 2002) สำหรับผู้ไม่รู้จักขอแนะนำให้ลองหามาฟังกันแล้วจะตะลึงอึ่งอึ้งในพลังเสียงของคุณเธอ
อันดับ 9
Lee Ji-Hyun (ลี จี ยอน หรือ ลี จี ฮยอน)

คนนี้คนไม่รู้จักอาจเยอะหน่อย ลีจียอนเป็นอดีตสมาชิกวง Jilwery ที่ดังมากที่เกาหลี หรือถ้าเป็นแฟนรายการ X-MAN ทางช่องทรูเอ็กไซต์(ทรูวิชั่นช่อง 22 วันเสาร์ช่วง 22.00น. มั้ง ประมาณนี้)จะต้องรู้จักเธอคนนี้เป็นอย่างดีแน่นอน เธอคือเจ้าแม่แห่งเกม "แน่นอนอยู่แล้ว!" ซึ่งเป็นเกมที่ให้ดาราจากทั้งสองทีมออกมาประชันฝีปากกันอย่างดุเดือด ซึ่งไม่ว่าอีกฝ่ายพูดแทงใจดำอะไรเรามาจะต้องตอบรับว่า แน่นอนอยู่แล้ว! โดยจียอนเธอมีความสามารถสูงมากด้วยการแทงใจอย่างตรงจุด และเคยถล่มคิมทีมทั้งทีมด้วยตัวคนเดียวมาแล้ว อีกทั้ง ตัวเล็กน่ารัก ในรายการจียอนจะดูมีประกาย และดูสวยกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆหลายขุมทีเดียว
อันดับ 8
Bump of Chicken
วง J-Rock รุ่นค่อนข้างเก่าเล็กน้อยแต่ยังมีผลงานอยู่จนถึงปัจจุบัน เหตุผลที่ชอบคือนักร้องนำ(คนที่ยกตรีนมาวางบนโซฟา)และมือ....(จำไม่ได้ว่าเล่นอะไร คนริมซ้ายสุดของภาพ)หน้าตาหล่อวายมาก แถมแต่งเพลงเก่งจริงๆวงนี้ เพลงหลายๆเพลงเท่าที่ฟังมาก็เพราะใช้ได้เลย ที่สำคัญร้องเพลงคาร์ม่า(Karma) ประกอบเทลออฟอะบึ๋ยส์ เอ้ย! อะบิส เกมโปรดของเค้าด้วยละ =3=b
อันดับ 7
คิตาจิม่า มายะ จาก หน้ากากแก้ว(Mask of Glass)
ถึงแม้มายะจังจะเป็นแค่ตัวการ์ตูน แต่ก็เป็นตัวการ์ตูนที่โลดแล่นอยู่ในวงการมายาของโลกการ์ตูนเด็กผู้หญิงมานานกว่า 20 ปี แน่นอนแม้ว่าอายุของการ์ตูนเรื่องนี้จะยาวนานซะยิ่งกว่าอายุของข้าพเจ้าทั้งชีวิตที่ผ่านมาอยู่หลายปี แต่เป็นการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของอาจารย์ ซุสุเอะ มิอุจิ ที่ครองใจคนมาแล้วทั่วโลก ตั้งแต่ออกอากาศครั้งแรกเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นในปี 1982(ยังไม่รวมงานคอมมิกที่ได้รับความนิยมถล่มทะลาย)จนกระทั่งนำมาทำใหม่ชนิดแปลงโฉมสวยปิ๊งทันสมัยในปี 2005 ความได้อรรถรสในการเข้าถึงอารมณ์ของคนดู ให้เหมือนกับถูกดูดเข้าไปในโลกของการแสดงที่มีมายะเป็นตัวเอก และความเป็นเหตุเป็นผลของการดำเนินเรื่องก็ยังคงทำได้อย่างยอดเยี่ยม แหม่ คลาสสิกจริงๆให้ดิ้นตาย
อันดับ 6
Monalisa โมนาลิซ่า
สุดยอดภาพเขียนเลื่องชื่อของ ลีโอนาโด ดาร์วินชี ที่น้อยคนนักจะไม่รู้จักโมนาลิซ่า สาวงามสะท้านยุคด้วยรอยยิ้มอันเป็นปริศนา ดวงตาที่ชวนหลงไหล และการวางท่าทางที่ทำให้ผู้คนต้องฉงน คำถามเกี่ยวกับรูปนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ทำไมโมนาลิซ่าถึงยิ้ม? แล้วยิ้มให้ใคร? ทำไมจึงยิ้มแบบนั้น? สายตาของเธอมองไปที่ลีโอนาโด้แน่หรือ? โมนาลิซ่ามีตัวตนจริงหรือ? ทำไมเธอถึงวางมือราวสตรีที่กำลังตั้งครรภ์? แล้วฉากหลังนั่นคืออะไรกันแน่? บลาๆๆๆ ทำให้ภาพนี้ชวนฉงนและเป็นปริศนาไปตลอดกาลลลลลนานนนน
อันดับ 5
Enya

หลายคนคงเคยได้ยินเพลงชวนง่วงแต่โคตรเพราะ May It Be ที่ประกอบภาพยนต์ฟอร์มยักษ์เรื่อง Lord of the Ring ซึ่งเป็นเพลงที่ร้องโดย "Enya" เอนย่า สาวผู้มีหน้าตาสวยคลาสสิกราวกับนางในวรรณคดีตะวันตกและมีน้ำเสียงต้องมนต์สะกดราวกับออกมาจากเทพนิยาย แนวเพลงที่ร้องจะเป็นฉบับ New Age ซึ่งเป็นแนวที่รวมวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีย้อนยุค ดนตรีคลาส กับวัฒนธรรมดนตรีสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพลงของเอนย่ามีความอลังการและหมดจดมาก หลายเพลงมีดนตรีที่ชวนฝัน มีเมโลดี้ที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ เพลงของเธอสามารถมิกซ์เสียงร้องของตัวเธอเองมาประสานเป็นแบ็คกราวน์ได้มหาศาล บางเพลงราวกับมีคนมาร่วมร้องประสานคณะเป็นร้อยคน ทั้งๆที่มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ร้องในแต่ละเพลง(บางเพลงก็มีผู้ช่วยประสานจริงๆ) เอ็นย่าปัจจุบันมีอายุอยู่ที่เลข 4 นำหน้า เธอออกอลบั้มมามากมาย ตั้งแต่ Watermark ในปี 1988 ที่มีซิงเกิ้ลแรกดังระเบิดเขย่าวงการเพลงอย่าง "Orinoco Flow" ไปจนถึงอลบั้ม Amarantine เมื่อปี 2005 ซึ่งแต่ละเพลงขอบอกว่าไม่มีอะไรใกล้คำว่า ลวก เลย สำหรับเพลงที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดคือ "Long Long Journey" และ "Amid The Falling Snow" แนะนำให้ลองฟังเพลงของเธอคนนี้ดูแล้วจะชอบงุงิ แต่ถึงกระนั้นเพลงของเธอก็ยังถูกวิจารณ์ในแง่ลบ(นิดหน่อย)ในเรื่องของความซ้ำซาก เพราะตั้งแต่อดีตกาลจนปัจจุบัน เพลงของเอนย่า ก็ยังคงเดิม..... เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร้งงงง
อันดับ 4
Faye Wong (เฟย์ หว่อง หรือ หวัง เฟย)

ซุปเปอร์สตาร์เอเชียแสนสวยผู้โด่งดั่งไปทั่วทุกมุมโลก ทันทีที่เพลง Eyes On Me ซึ่งประกอบเกม FINAL FANTASY VIII ออกสู่หูผู้ฟัง แม่นางก็ดังระเบิดพลุแตกยิ่งกว่าที่เคย คราวนี้กวาดรางวัลจากหลายสาขาทั่วโลก แต่ได้ยินเพลงนี้ที่ไรข้าพเจ้าก็นึกถึงฉากพี่สควอลออกไปพลอดรักกับนังรีนัวกลางอวกาศ แหม่ โรแมนติกชิบหาย หวังเฟยเป็น 1 ใน 5 ศิลปินที่ข้าพเจ้าเคารพรักและโปรดปรานที่สุด (ได้แก่เอนย่า หวังเฟย และนางต่อๆไปที่กำลังจะกล่าวถึง) เธอออกอลบั้มแรกๆโดยใช้ชื่อ หวัง จิ่ง เหวิน แล้วจึงเปลี่ยนมาใช้ หวัง เฟย ในภายหลัง ในสมัยแรกๆที่เธอเข้าวงการ ศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพลักษณ์และสไตล์ของเธอคือ "Björk"อ่านว่า บียอร์ค หรือ บีเยิร์ค หวังเฟยจึงมาด้วยภาพลักษณ์สุดโต่งเป็นตัวของตัวเองเช่นเดียวกันกับ Björk เช่นเดียวกับชีวิตส่วนตัวของเธอที่หวีหวาไม่แพ้กัน เพราะผ่านการแต่งงานมาแล้วสองครั้ง และมีลูกสาวสองคน เพลงของหวังเฟย์มีเสน่ห์มากที่เสียงร้องใสแจ๋วเยือกเย็นของเธอ เช่นเพลง Love Letter To Myself ซึ่งเพลงนี้เป็นภาษาฮ่องกง(ลืมบอกไปว่าเธอเป็นคนแผ่นดินใหญ่แต่เคยไปอาศัยอยู่ที่ฮ่องกง)จากอลบั้ม Fable เมื่อปี 2000 และเพลง Xuan Mu ที่ร้องเป็นภาษาจีนกลาง(เป็นเพลงโปรดของข้าพเจ้า)จากอลบั้ม Jiang Ai(To Love) ในปี 2003 ซึ่งเป็นอลบั้มสุดท้าย(หรือเปล่าไม่ทราบ เพราะปัจจุบันเธอถอนตัวออกจากวงการไปแล้วเพื่อดูแลลูก แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอาจจะกลับมาได้อีก) เธอได้รับยกย่องให้เป็นราชินีเพลงอัลเทอร์เนทีฟของเอเชีย ซึ่งในด้านผลงานการแสดงเธอก็เคยเล่นหนังอยู่เรื่องหนึ่ง(ซึ่งจำชื่อไม่ได้) และเธอยังเป็นแรงบันดาลใจของผู้เขียนบทหนังเรื่อง All About Lily Chou-Cou (ที่คนเขียนตั้งใจจะให้เป็นหวังเฟยแต่ดันออกมาเหมือนเจ๊บียอร์คซะนี่)
ภาพจาก MV เพลง Xuan Mu

ภาพจาก MV เพลง Love Letter To Myself

อันดับ 3
Björk บียอร์ค หรือ บีเยิร์ค

แม่สาวไอซ์แลนด์ผู้มีใบหน้าเป็นสาวญี่ปุ่น ศิลปินสุดยอดอาร์ตติสที่ติสโคตรๆชนิดเพี้ยนหลุดโลก เธอเป็นหนึ่งในศิลปิน "อัจฉริยะ" ที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการดนตรี ข้าพเจ้าขอเรียกหล่อนสั้นๆว่า ป้าบี หรือ เจ๊บี เพื่อสะดวกในการกล่าวถึง ป้าบีมีความสามารถรอบตัวด้านดนตรีชนิดหาตัวจับได้ยาก เธอสามารถแต่งเพลงเอง(เนื้อเพลงของเธอก็ยอดเยี่ยมดั่งบทกวี) ร้องเอง รวมทั้งคอมเพซเซอร์เสียงดนตรีทุกอย่างในเพลงๆหนึ่งได้ด้วยตัวคนเดียว ถึงแม้เสียงและสไตล์การร้องของเธอจะเข้าข่ายงานดีที่ฟังยาก จนทำให้หลายๆคนนึกว่าเธอประสาทแดก(ยิ่งเอ็มวีเห็นแล้วยิ่งอึ้ง) แต่ถ้าคุณท่านทั้งหลายเป็นผู้ไม่ไหวติงต่อดนตรีแนวใดๆ ลองฟังเพลงของคุณเธอดู หรือจะหาเนื้อเพลงมาด้วยก็ได้ แต่ขอย้ำว่าต้องฟังอย่างตั้งใจ ไม่งั้นบางเพลงฟังดูแล้วไม่เหมือนเพลง ป้าบียังมีความสามารถด้านการร้องเพลงแบบแบ่งช่วงเองตามใจฉันได้โดยไม่มีการหลุดจังหวะ(ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว) งานดนตรีของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินมากมาย(ไม่เว้นแม้แต่หวังเฟย์ที่กล่าวไปเมื่อกี๊) ป้าบีได้รับความนิยมและการต้อนรับจากชาวญี่ปุ่นค่อนข้างมากกว่าที่อื่น แม้แต่ อูทาดะ ฮิคารุ ก็ยังชื่นชมในตัวเธอ เธอเคยอยู่วง Sugarcubes ซึ่งรุ่งโรจน์ในช่วงปลายยุค 80 แต่ทันทีที่เจ๊ออกจากวงมาออกอลบั้มงานเดี่ยวชุดแรกในปี 1993 อลบั้ม Debut ก็ทำให้ชื่อของป้าบีโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยหน้าตาสไตล์เอเชียบวกกับภาพลักษณ์สุดเพี้ยน หลังจากนั้นในปี 1995 เจ๊กลับมาอีกครั้งกับอลบั้ม Post ที่มีผลงานเด่นๆอย่างเพลง It's Oh So Quiet และเมื่อปี 1997 อลบั้มที่สาม Homogenic ซึ่งเป็นแนวดนตรีอิเล็กทรอนิก+อัลเทอร์เนทีฟ อลบั้มนี้มีเพลงที่ข้าพเจ้าชอบอยู่พอสมควร อย่าง Joga , Hunter และ Bachelorette จากนั้นในปี 2000 ป้าบีได้รับบทแสดงนำในหนังสุดยอดหดหู่ของ ลาส วอง เทียร์ เรื่อง Dancer In The Dark ซึ่งป้าบีก็สามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ได้สำเร็จ และออกอลบั้มชุดที่สี่ Vespertine ในปีต่อมาซึ่งอลบั้มนี้มีดนตรีอลังการงานสร้างอยู่หลายเพลง ค่อนข้างไม่ฟังยากเกินไปนัก(สำหรับอลบั้ม Medulla ในปี 2004 และอลบั้ม Volta ในปี 2007 ไม่ขอกล่าวถึงเพราะฟังรู้เรื่องแค่อลบั้มละสองเพลง =3=") ส่วนอีกด้านหนึ่งที่ได้รับคำชมล้นหลามคือ แนวคิดทางดนตรี กับความสร้างสรรค์ของมิวสิควิดิโอซึ่งสามารถหาชมได้ใน Youtube ใครได้เห็นเป็นต้องอ้าปากค้างในความไม่เหมือนใครของป้าแก ที่สำคัญป้าบีเคยสร้างชื่อฉาวในบ้านเราด้วยการตบนักข่าวที่ดอนเมืองเมื่อกลางปี 1996 จนเป็นข่าวกะฉ่อนไปทั่วโลก
ผลงานเด่นๆของบียอร์ค
Debut (1993)
Human Behavior - แนวดนตรีไฟฟ้าสังเคราะห์แบบฟังง่ายรื่นหู เอ็มวีเจ๊เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่อาศัยอยู่ในป่านามว่า Isobell เอ็มวีตัวนี้เป็นตุ ๊กตาหมีมหาภัยกับนายพราน เม่น และผีเสื้อกลางคืน
Venus As a boy - เพลงนี้เป็นหนึ่งในสามซิงเกิ้ลคลาสสิกของป้าบี(จำได้เพลงเดียว) ซึ่งเอ็มวีเป็นเจ๊ทอดไข่ดาว ทอดได้น่ากินเหมือนกัน แต่ผมทรงสับปะรดของเจ๊มันชวนวิงเวียนชอบกล
Post (1995)
It's Oh So Quiet - เจ๊มากับดนตรีฮอลลีวู้ดย้อนยุค เอ็มวีดูแล้วรื่นเริงได้ดีทีเดียว เจ๊ตัดผมหน้าม้าสั้นเต่อใส่ชุดเหลืองส้ม ร้องเพลงเต้นรำกับชาวเมือง ยิ่งตอนท้ายที่เจ๊แหกปาก แกว๊ววววกกกก!!(เจ๊ทำเสียงอย่างนี้จริงๆ สาบาน) สะใจยิ่งนัก
Isobell - กับเรื่องราวต่อจาก Human Behavior สาวน้อยอิโซเบลที่อาศัยอยู่ในป่าเพื่อค้นหาชีวิตที่ไม่ถูกครอบงำโดยผู้ใหญ่ ดนตรีเป็นอิเล็กทรอนิกซ์ เอ็มวีเป็นขาวดำดูแล้วหลอนนิดๆ
Homogenic (1997)
Hunter - ดนตรีอิเล็กทรอนิกซ์แบบปัญญาชน ทั้งเอ็มวีมีแต่เจ๊หัวโล้นทำตาปริ๊บๆ ส่ายหัวไปมา แล้วค่อยๆแปลงร่างเป็นหมีขาวดิจิตอล เอ่อ.. เท่
Bachelorette - เพลงนี้ก็คาดว่าน่าจะเป็น 1 ใน 3 เพลงมาสเตอร์พีซของเจ๊ เพราะดนตรีและเนื้อร้องเพลงนี้ไม่มีที่ติ เอ็มวีเป็นเรื่องราวต่อมาของอิโซเบลที่โตเป็นสาวและพบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีตัวหนังสือเขียนได้เอง เธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับสู่เมืองอีกครั้ง และเกิดเรื่องราวมากมาย
Vespertine (2001)
Hidden Place - เพลงนี้ดนตรีเลิศล้ำนำหน้า และเอ็มวีชนิดใหม่ ด้วยการให้เจ๊เป็นดั่งนางปีศาจ ปล่อยน้ำตาสีวิ้บๆวับๆ ไหลเข้าปาก จากปากออกจมูก แล้วไปออกตาอีกข้าง เสร็จแล้วเข้าปากอีก!! แล้วก็ลอยเข้าจมูก วนไปวนมาเป็นรูปเลข 8 จ๊าบซะ....
Cocoon - ดนตรีฉบับที่ฟังดูไม่ค่อยมีเครื่องดนตรีอะไรมากมายแต่สร้างสรรค์ เนื้อหาดีที่เดียวแต่ถ้ามาดูเอ็มวีแล้วคงต้องคิดหนัก โปรดิวเซอร์วิดิโอเพลงนี้เป็นชาวญี่ปุ่น จึงจับเจ๊เราใส่บอดี้สูทฟิตๆ ถ่ายภาพขาวดำ แต่งหัวนมด้วยคอมพิวเตอร์ โกนหางคิ้ว รวบผมแบบเกอิชาเอโดะ แถมปล่อยใยไหมสีแดงสยองออกมาจากหัวนม ดูแล้วภาพติดตาไปหลายวันทีเดียวเชียว
แนะนำแค่นี้เพียงพอแล้ว สำหรับอีก 1 ใน 5ศิลปินโปรดในโผ 10 คนดังที่ชื่นชอบไปดูที่นางต่อไปกันดีกว่า....
อันดับ 2
Hilary Duff

ศิลปินผู้ชักนำข้าพเจ้าเข้าสู่เส้นทางนักวาด ครั้งแรกที่ฟังเพลงของเธอเมื่อปี 2003 ก็ทำให้ข้าพเจ้าติดอกติดใจยิ่งนัก สไตล์ดนตรีพ็อพร็อคแบบฟังติดหูที่ชอบที่สุด แต่ปรากฎว่าพอฟังเพลงของฮิลารี่มากๆเข้า อีกทั้งได้ดูเนื้อหา ข้าพเจ้าก็เริ่มวาดรูปไปตามอารมณ์ของเพลง และพัฒนาฝีมือขึ้นไปอย่างรวดเร็วมากในปีนั้น หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ติดตามทุกอย่างของฮิลารี่ ตั้งแต่ซื้อเทป ซีดีคอนเซิร์ท ดูประวัติ(ยิ่งปลื้มฮิลารี่มากขึ้นเมื่อรู้ว่าเธอเป็นเด็กดีของวงการฮอลลีวู้ด) หารูปมาวางไว้เต็มเครื่องเป็นโฟลเดอร์ และฝึกร้องเพลงของฮิลารี่ทุกเพลง อีกทั้งพยายามหาหนังที่ฮิลารี่เล่นมาดูแทบทุกเรื่อง(คือเป็นแฟนคลับคนนึงเลยทีเดียวเชียว) แม้แต่ชื่อEเมลของข้าพเจ้าก็ยังได้คำว่า hilary มาจาก Hilary Duff ผู้นี้นี่เอง!!~~ส่วนเรื่องอื่นๆขอไม่พูดมากเพราะหลายคนคงรู้จักเธอคนนี้ผ่านหนังอย่าง A Cinderella Story และ Raise Your Voice มาแล้ว เพราะงั้น ผ่านไป สุดยอดคนดังในดวงใจคนสุดท้าย
อันดับ 1
RURUTIA

ศิลปินสาวสุดลึกลับผู้เปี่ยมด้วยความสามารถและความมุ่งมั่น เธอเป็นศิลปินแนว J-Pop ที่ไม่แคร์ต่อความโด่งดังและการขายภาพลักษณ์ เธอหวังเพียงมอบเพลงที่เธอแต่งให้กับคนฟังเท่านั้น(นี่คือจุดที่ข้าพเจ้าชื่นชมอย่างยิ่ง) ข้อมูลส่วนตัวของเธอไม่ปรากฎทั้งชื่อจริงและอายุ อีกทั้งเธอไม่เคยไปปรากฎตัวที่ใดเลยนอกจากบนปกซีดีและในเอ็มวีเพลงของเธอ(ซึ่งก็โผล่มาแว้บๆ ถ่ายมุมมองยากๆ ฉะนั้นแน่นอน การหารูปแบบนี้ทำได้ยากมาก) เธอมีความสามารถในการแต่งเพลงและคิดทำนองของเพลงเองทั้งหมด อีกทั้งเสียงร้องใสนุ่มชวนฝันของเธอก็เป็นเอกลักษณ์ที่โด่นเด่นและเป็นเสน่ห์ดึงดูดแฟนเพลงจำนวนมหาศาล(ซึ่งเป็นชาวตะวันตก 50%)ของเธอ เนื้อเพลงที่เธอเป็นผู้แต่งนั้นมีความเป็นศิลปะเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกและอารมณ์ในด้านต่างๆ ทุกเพลงที่เธอแต่งมีเนื้อหาที่ออกมาจากหัวใจ ตั้งแต่ออกซิงเกิ้ลแรก "Itoshigo Yo" ในปี 2001 กับการอยู่ในสังกัดของค่าย Toshiba-EMI ก็สร้างชื่อกระฉ่อนของเธอไปทั่ววงการเพลงของญี่ปุ่น และยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นกับเพลง "Lost Butterfly" ที่ถูกปล่อยออกมาเป็นซิงเกิ้ลที่สอง(เป็นเพลงที่ข้าพเจ้าชอบที่สุด) ทั้งสองซิงเกิ้ลถูกนำไปรวมอยู่ในอลบั้มแรกของเธอในปี 2002 ชื่อ R(Degrees) จากนั้นซิงเกิ้ลที่สาม "Yuruginai Utsukushii Mono" ก็ตามออกมาติดๆ ต่อด้วย "Suzaku no Sora" ในปีเดียวกัน และ "Shine"เมื่อต้นปี2003 และทั้งสามซิงเกิ้ลถูกนำไปบรรจุไว้ในอลบั้มที่สองของเธอเมื่อเดือนกุมภา 2003 ชื่อ Water Forest ซึ่งทำยอดขายได้สูงทั้งสองอลบั้ม จากนั้นปลายปี 2003 รูรูเทียปล่อยซิงเกิ้ล "Toroimerai-Tsuki sen-Ichiya" ที่มีเพลงที่น่าตกตะลึงอย่าง Toroimerai และ Tsuki sen-Ichiya ที่ทำลายรากฐานเดิมๆของ J-Pop ไปสิ้น ซิงเกิ้ลนี้ขายดีมากและหมดสต็อกไปจากตลาดเพลงทั่วญี่ปุ่นในทันทีที่ออกจำหน่าย ต่อมากลางปี 2004 ซิงเกิ้ลนี้ได้นำไปบรรจุไว้ในอลบั้มที่สามของเธอชื่อว่า Promised Land ซึ่งมีเพลงยอดฮิตทางฝั่งตะวันตกอย่าง Hallelujah และ Gola รวมอยู่ด้วย จากนั้นต้นปี 2005 รูรูเทียกลับมาอีกครั้งกับซิงเกิ้ล "Primary" ที่ในซิงเกิ้ลนี้มีเพลง Selenite(เพราะมาก) ซึ่งเป็นเพลงประกอบการ์ตูนอนิเมชั่นสุดอลังการเรื่อง KARAS และซิงเกิ้ลนี้ได้นำไปบรรจุรวมในอลบั้มชุดที่สี่ของเธอชื่อว่า Meme ในปี 2005 เช่นกัน แต่อลบั้มนี้ดูจะประสบความสำเร็จน้อยกว่าอลบั้มก่อนๆที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าขายดี ต่อมาช่วงกลางปี 2005 รูรูเทียได้ออกซิงเกิ้ลซาวแทร็คประกอบหนังสยองขวัญของอูเมซู คาสุโอะ ชื่อ Kazuo Umezu Kyōfu Gekijō และตัดสินใจย้ายสังกัดจาก Toshiba-EMI ไปยัง Phoerix Record จากนั้นปลายปี 2005 ซิงเกิ้ล "Spinel" ภาพใต้สังกัดใหม่ของเธอได้ออกมา ตามมาติดๆต้นปี 2006ด้วยซิงเกิ้ล "Hohoemi no Maria" และตามด้วย "Reirei Tenohira" ในช่วงกลางปี 2006 จากนั้น รูรูเทียได้ทำทีวีอินเทอร์วีวครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการปรากฎตัวต่อสาธารณะชนครั้งแรกของเธอด้วย ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงต้องใช้แสงส่องไปที่หน้าของเธอเพื่อให้ดูยากขึ้น และตัดต่อวิดิโอสัมภาษณ์หลายขั้นตอนเพื่อไม่ให้เธอแสดงความรู้สึกใดๆออกมาทางสีหน้า(อะไรจะต้องปิดบังกันขนาดนี้) จากนั้นปลายปี 2006 อลบั้มชุดที่ 5 Chorion ก็ออกวางจำหน่ายโดยรวมเอาซิงเกิ้ลทั้งสามไปบรรจุในอลบั้มด้วย จากนั้นกลางปี 2007 รูรูเทียกลับมาอีกครั้งกับมินิอลบั้มชื่อไพเราะว่า Opus(เป็นศัพท์ละตินแปลว่า โอเปร่า) ที่มีการนำเพลงเก่าๆมามิกซ์ใหม่ด้วย
ผลงานที่แนะนำให้ลองฟัง

Itoshigo Yo
ซิงเกิ้ลแรกของรูรูเทียซึ่งมีดนตรีและกีตาร์สไตลตะวันตกประสานเสียงร้องกังวานใสของเธอ ผนวกเข้ากับเนื้อเพลงแนวโหด โรคจิตนิดหน่อย ซึ่งบอกเล่าถึงหญิงที่เปี่ยมไปด้วยความรักให้กับชายคนรัก เหมือนความรักที่แม่มีให้ลูก(ใน MV รูรูเทียแต่งตัวเป็นพระแม่มารี)แต่ในเมื่อเค้าทรยศเธอ เธอจึงต้องทำในสิ่งต่อไปนี้... ดูเอ็มวีเดี๋ยวก็รู้
MV เพลง Itoshigo Yo
http://www.youtube.com/watch?v=I3duRCIV0WY

Lost Butterfly
ซิงเกิ้ลที่สองที่มีจังหวะเป็นอัลเทอร์เนทีฟพ็อพยืนพื้น อิงความละมุนละไมของเสียงดนตรีไปทางโฟล์ค เพลงนี้เพราะมาก ทั้งดนตรีและเนื้อหา เกี่ยวกับความฝันและการให้กำลังใจ สำหรับใครที่ชอบเพลงฟังสบายๆ ไม่ควรพลาด
MV เพลง Lost Butterfly
http://www.youtube.com/watch?v=ZNuNThdb2aQ
edit @ 9 Jan 2008 18:09:57 by \(O 3 o)/ฮิล คุง คับ